วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

11 วิธีการป้องกันโจรร้าย

11 วิธีการป้องกันโจรร้าย


สมัยนี้โจรร้ายช่างเหิมเกริมเป็นอย่างมาก พิธีกรสาวถูกยกเค้าไปถึง 4 ครั้งในรอบไม่กี่เดือน วันนี้สาระน่ารู้มี 11 วิธีการป้องกันโจรร้าย จากสถานนีตำรวจทุ่งมหาเมฆมาฝากทุกคนเพื่อป้องกันระวังตัว
1. ไม่ควรทิ้งบ้านไว้โดยไม่มีคนเฝ้าดูแล ควรให้มีคนที่ไว้วางใจอยู่เฝ้าดูแลบ้าน และควรตรวจสอบว่าปิดประตู หน้าต่างใส่กลอนเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจากบ้าน
2. กรณีที่ไม่อยู่บ้านควรขอความร่วมมือจากเพื่อนบ้าน ฝากให้ช่วยดูแลบ้านให้ด้วย
3. ที่ว่างเปล่าที่อยู่ติดกับที่พักอาศัยไม่ควรปล่อยให้มีต้นไม้ หรือหญ้าขึ้นสูง เพราะคนร้ายอาจใช้เป็นที่กาบังเข้าทาการลักทรัพย์ และใช้เป็นที่ซ่อนตัว หรือหลบหนี
4. ควรเลี้ยงสุนัขไว้เพื่อช่วยเตือนภัย และขังสุนัขไว้ในกรงป้องกันการถูกวางยา
5. เมื่อมีผู้โทรศัพท์มาถามว่ามีใครอยู่บ้านหรือไม่? ให้ตอบไปว่ามีอยู่กันหลายคน
6. ควรเล่ารายละเอียดกลอุบายต่างๆของคนร้ายให้กับคนรับใช้ หรือผู้ที่พักอาศัยทราบเพื่อเตือนสติอย่าให้หลงเชื่อเล่ห์เหลี่ยมของคนร้าย และมีการเตรียมพร้อมในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น


7. การติดตั้งสัญญาณแจ้งภัยควรใช้สัญญาณไซเรน เนื่องจากคนร้ายมักจะกลัวเสียงดัง และช่วยให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ยินจะได้ช่วยเหลือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตารวจทราบทันถ่วงที!
8. หยุดรับหนังสือพิมพ์กรณีไม่มีคนอยู่บ้าน เพราะหากไม่มีผู้รับจะเป็นที่สังเกตว่าไม่มีคนอยู่บ้าน
9. การจ้างคนงาน คนรับใช้ หรือพนักงาน ควรมีสาเนาบัตรประชาชน หรือบัตรประจาตัวต่างๆ ถ่ายรูป และจดรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ญาติพี่น้อง เพื่อทราบที่อยู่ความเป็นมา อาชีพดั้งเดิม ความประพฤติตลอดจนญาติพี่น้อง หากต้องการให้เจ้าหน้าที่ตารวจพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อทาการตรวจสอบประวัติก็ให้ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตารวจท้องที่
10. เมื่อทราบว่ามีคนร้ายเข้าบ้าน อย่าพยายามจับคนร้ายด้วยตนเอง เพราะอาจได้รับอันตรายให้รีบแจ้งให้ตารวจทันที
11. ให้รักษาสถานที่เกิดเหตุไว้ ห้ามเคลื่อนย้ายจนกว่าเจ้าหน้าที่ตารวจจะมาถึง

น้ำมันมะกอก สาระพัดประโยชน์ ลดเสียงกรน

น้ำมันมะกอก สาระพัดประโยชน์ ลดเสียงกรน



น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอก


คุณรู้หรือไม่ว่าน้ำมันมะกอก เป็นนำมันพิเศษที่มีสรรพคุณแก้สาระพัดโรค ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด จึงช่วยป้องกัน
โรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะการแก้อาการนอนกรนได้อีกด้วย วันนี้มีทำความรู้จัดน้ำมันมะกอกกันดีกว่าครับ
มะกอกจัดเป็นผลไม้ที่มีเม็ดในแข็ง หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด เป็นพืชที่ทนได้ทุกสภาวะอากาศ ดอกมะกอกจะออกช่อในช่วงปลายฤดูหนาว มีดอกเล็กๆ สีขาว ผลจะโตเต็มที่ประมาณ 7-8 เดือนหลังออกดอกลำต้นจะสูงตั้งแต่ 3 เมตร จนถึง 18 เมตร ใบเรียวยาวสีเขียวเข้ม มีหลากหลายพันธุ์
น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันจากพืชที่แม้จะมีแคลอรี่สูง แต่มีข้อดีคือมีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง และเป็นไขมันชั้นดี
ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้ นอกจากนี้ในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วย
วิตามินวิตามินเอ และอี ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ทำให้น้ำมันมะกอกไม่เหม็นหืน โดยไม่ต้องเติมสารกันหืนเหมือนน้ำมันพืช
บางชนิด
ตัวผลมีรสขมและฝาด เมื่อแก่จัดสีจะเปลี่ยนจากเขียวจนเป็นสีคล้ำจนเกือบดำ มะกอกเป็นผลไม้ที่มีน้ำมันมากที่สุด ในผลมะกอกที่แก่จัด 100 กรัม ให้น้ำมันถึง 20-30 กรัม การสกัดเอาน้ำมันต้องเลือกผลที่แก่จัด จึงจะได้น้ำมันมะกอกที่มีประสิทธิภาพ
น้ำมันมะกอกถึงแม้จะมีแคลอรี่สูง แต่มีข้อดี คือ มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง ทำให้ไม่เกิดไขมันสะสมในร่างกาย และน้ำมันมะกอกยังช่วยให้คนที่มีอาการนอนกรนลดเสียงกรนให้เบาลงได้ ด้วยการกินน้ำมันมะกอกสำหรับทำอาหาร ซึ่งควรเลือกแบบ EXTRA VIRGIN OLIVE OIL เพราะ เป็นแบบบริสุทธิ์ มีสีเขียวเข้มใส และนิยมนำมาใช้ในการทำสลัด
กินสัก 4-5 หยดก่อนนอน ทำอย่างต่อเนื่อง และทำควบคู่ไปกับวิธีดูแลสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับมาตรฐาน จะช่วยแก้ปัญหานอนกรนให้หมดไปได้
นอกจากคุณสมบัติต่างๆ ที่ไ่ด้กล่าวไปแล้วน้ำมันมะกอกยังสามารถนำมาปรุงอาหารได้ดีอีกด้วย

1. นำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำน้ำสลัด หรือน้ำจิ้ม
2. นำมาใช้ในการผัด ชนิดที่ใช้น้ำมันน้อย เช่นผัดผักเร็ว ๆ ผัดกระเพรา มักกะโรนี สปาเก็ตตี หรือ พาสต้า
3. นำมาใช้ในการหมักเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ก่อนที่จะนำไปอบจะทำให้เนื้อนุ่มขึ้น
4. ใช้เป็นน้ำมันสำหรับทอด จะช่วยให้อาหารไม่อมน้ำมันเนื่องจากน้ำมันมะกอกจะให้ความร้อนสูง ทำให้อาหารสุกทั่วถึงอย่างรวดเร็ว ไม่สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

Blueberry Cakes บูเบอร์รี่เค้ก สูตรไม่อ้วน

Blueberry Cakes บูเบอร์รี่เค้ก สูตรไม่อ้วน

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล


Blueberry Cakes บูเบอร์รี่เค้ก สูตรไม่อ้วน

Blueberry Cakes บูเบอร์รี่เค้ก สูตรไม่อ้วน


มาดูสูตรการเลยนะคะ


1.แป้งข้าวโพด 1 1/2 ถ้วย

2.แป้งอเนกปสงค์  1/2 ถ้วย

3.ผงฟู 1 ชช.

4.ไข่ขาว 2 ใบ

5.น้ำแอ็ปเปิ้ลแบบธรรมชาติ ไม่ใส่น้ำตาล 1/2 ถ้วย

6.นมสดแบบไขมันต่ำ 1 1/2 ถ้วย

7.น้ำมัน 1 ชต.

8.บูเบอร์รี่สด จะหวานกว่าแบบแช่แข้ง 1 ถ้วย

ขั้นตอนการทำ

1. เท แป้งข้าวโพด แป้งอเนกปสงค์ ผงฟู เข้าด้วยกัน

2. ตีไข่ขาวจนขึ้นฟู

3. ผสม น้ำแอ็ปเปิ้ล นมสด น้ำมัน เข้าด้วยกัน แล้วเทไข่ขาวที่ตีขึ้นฟูลงตามไปคนให้เข้ากัน

แล้วตามด้วยแป้งข้าวโพด แป้งอเนกปสงค์ ผงฟู ที่ผสมรวมกันไว้แล้ว คนส่วนผสมให้เข้ากันดี

4. เทใส่ถาดอบ แล้วโรยด้วยบูเบอร์รี่

5. นำเข้าเตาอบที่ 425/30-35 นาที

เมื่อเราวางทับกันจะทำให้บูเบอรีรี่แตก และน้ำมันจะราดเนื้อเค้ก อร่อยมากเลยค่ะ


**สำหรับคนควบคุมน้ำหนัก หรือกลัวอ้วน ไม่ต้องปาดหน้าด้วยไอซิ่งนะคะทานได้เลย ยิ่ง

ทานตอนกำลังอุ่นๆ อร่อยค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจากคุณแพรวาและรูปภาพสวยๆจากกูลเกิล

มาสเมโร่ Marshmallows Honey Heart

มาสเมโร่ Marshmallows Honey Heart

ลงโฆษณาที่นี่
มาสเมโร่ Marshmallows Honey Heart
มาสเมโร่ Marshmallows Honey Heart

มาสเมโร่  Marshmallows Honey Heart
ส่วนผสม
1.เจลาติน 2 ซอง (1 ซอง มี 1/2 ชต.+ 1 ชช.)
2.น้ำเย็น 6 ชต.
3.น้ำตาลทราย 1 1/3 ถ้วย
4.น้ำผึ้ง หรือ Corn syrup 1/2 + 2 ชต.
5.น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
6.เกลือ 1/4 ชช.
7.วนิลา 1 ชช. หรือใส่กลิ่นอิ่นๆ
8.น้ำตาลไอซิ่ง(Powder sugar) ประมาณ 1 ถ้วย
9.สีผสมอาหาร สีชมพู และฟ้า หรือสีอื่นๆตามชอบ

ขั้นตอนการทำ
1.ผสม น้ำผึ้ง  น้ำตาล น้ำเปล่า1/4 ถ้วย ลงในหม้อยกขึ้นตั้งไปกลางค่อยๆคนไปด้วยจนน้ำตาลละลายหมด
2.พ่นสเปร์ยน้ำมันลงบนถาด และวางทับด้วยกระดาษไข
3.ผสมเจลาติน กับน้ำเย็น 6 ชต. ลงในผสม ทิ้งไว้สัก 1 นาที
4.เทน้ำหวานในข้อที่ 1 ลงในเจลาติน ในข้อที่ 3  เริ่มเปิดเครื่องตีด้วยสปีดต่ำ 3 นาที
5.ใส่สีผสมอาหารสีชมพู 4 หยด เกลือ แล้วเริ่งสปีดสูงอีก 7 นาทีหรือจนเหนียวข้นขึ้นฟู

6.เสร็จแล้วจะเหนียวค่ะ แล้วเทใส่ถาดค่อนมาข้างใดข้องหนึ่ง ปาดหน้าให้เรียบ ฉีดสเปร์ยน้ำมันทับบางๆ แล้ววางกระดาษไขทับลงไปใช้มือกดเบาๆให้หน้าเรียบเท่ากัน

7.จากนั้นทำเหมือนข้อ 1 – 5 แต่ใช้สีฟ้าแทน แล้วเทลงในถาดฝั่งที่เหลือปาดหน้าให้เรียบ ฉีดสเปร์ยน้ำมันทับบางๆ แล้ววางกระดาษไขทับลงไปใช้มือกดเบาๆให้หน้าเรียบเท่ากัน

8.เมื่อทำทุกสีหมดแล้ว วางทิ้งไว้บนโต๊ะทิ้งไว้ข้ามคืน

9.วันต่อมา ตั้งน้ำเดือดแล้วนำพิมพ์ลงแช่ไว้ 30 วินาที นำขึ้นมาเช็ดให้แห้งแล้วคลุกกับน้ำตาลไอ้ซิ่งป่น

10.ในถาดมาสเมโร่ เอากระดาษไขออก โรยน้ำตาลไอซิ่งลงไปให้ทั่วแซะด้านข้างออก แล้คว่ำลงบนโต๊ะ แล้วนำกระดาษไขที่ติดออก โรยน้ำตาลไอ้ซิ่งอีก

11.นำพิมพ์ที่คลุกน้ำตาลไอ้ซิ่งมากดมาสเมโร่รูปต่างๆตามชอบ กดทีเดียวให้ขาดแล้วดึงขึ้นมา นำไปคลุกกับน้ำตาลไอ้ซิ่งไว้ไม่ให้เหนียวติดกัน และก่อนจะกด
ชิ้นต่อไปนำพิมพ์คลุกน้ำตาลไอ้ซิ่งอีกรอบ *ต้องนำพิมพ์คลุกน้ำตาลไอ้ซิ่งทุกรอบก่อนนำไปกดค่ะ*

12.นำมาสเมโร่ที่คลุกน้ำตาลไอ้ซิ่งแล้วมาใส่กระชอนฝัดให้ละอองน้ำตาลหลุดออก เหลือแต่ที่ติดมาสเมโร่เท่านั้น

13.ส่วนนี่ที่เหลือหลังจากกดได้รูปตามชอบ ใช้กรรไกรตัดๆ แล้วแต่ชิ้นเล็กใหญ่
แล้วนำไปคลุก ฝัด เหมือนมาสเมโร่ที่ใช้พิมพ์กดค่ะ>>เสร็จแล้วค่ะ<<

ร้านอาหาร - ร้านหน้าบ้าน

ร้านหน้าบ้าน



หน้าบ้าน พร้อมเสริฟอาหารรสชาดไทยแท้ในสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ร้านตกแต่งในแบบนั่งสบายๆเพื่อไว้สังสรรค์หลังเลิกงานหรือไปพักผ่อนในยามว่าง จิบค๊อกเทลรสชาดนุ่มๆ ในบรรยากาศเป็นกันเอง

เปิดตัวกันไปแล้วสำหรับ Urban Square ถ.ประชาชื่น (ซอยข้างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต) เมื่อเข้าไปถึงก็สะดุดตากับร้านอาหารไทยที่ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นชื่อร้านเก๋ๆว่า “หน้าบ้าน”



อาหารที่นี่รับประกันความสดเพราะส่งตรงมาจากแม่น้ำแม่กลอง สมุทรสงครามกันเลยทีเดียว


นอกจากนั้นเชฟฝีมือดียังมีประสบการ์ณในการปรุงอาหารมานานถึง 18 ปี เช่น Chef Kunhathai และ Chef Tatar ซึ่งมีประสบการณ์ในการปรุงอาหารในต่างประเทศอย่างเชี่ยวชาญ



อาหารทุกจานจึงออกมาหน้าตาน่ารับประทานอย่างที่เห็นในรูป เมื่อได้ลองรสชาดอาหารก็ไม่ผิดหวัง รสชาดอาหารไทยแท้ๆที่ไม่ปรุงรสจัดจนเกินไปเป็นอาหารไทยประยุกต์ที่ยังคงรสชาดความเป็นอาหารไทยแท้ๆไว้ได้อย่างลงตัว

นอกจากนั้น ค๊อกเทลรสละมุนก็ได้ Bartender Oliver Oil มือดีที่มีประสบการณ์จากการปรุงค๊อกเทลรสหรูจาก Novotel Bangkok



อาหารและค๊อกเทลจาก Chef และ Bartender ฝืมือเยี่ยมที่นี่เทียบเท่ากับมาตราฐานของโรงแรมหรูหรา แต่ราคากลับเท่ากับร้านอาหารทั่วๆไปและบรรยากาศในร้านก็เป็นกันเอง นั่งสบายๆกับดนตรีที่ไม่เสียงดังจนเกินไป

ทำให้ร้าน “หน้าบ้าน” เป็นร้านอาหารที่อยากจะนำมาแนะนำให้ทุกคนได้ลองแวะไปพักผ่อน ทานอาหาร หรือสังสรรค์กันในวันสบายๆ

พิเศษในเทศกาลวันวาเลนไทน์ ลุ้นรับบัตรรับประทานอาหารมูลค่า 500 บาทฟรี 10 รางวัล สำหรับ 10 ท่านแรกที่โทรไปที่ร้าน เบอร์02 589 3133

ร้านอาหาร อากิโยชิ!!!

อากิโยชิ  Akiyoshi

อากิโยชิ

เข้าสู่ช่วงวีคสุดท้ายของเดือนแล้วค่ะ มาเตรียมตัวฉลองสิ้นเดือนกันดีกว่า ตั้งใจว่าจะไปหาอาหารญี่ปุ่นร่อยๆ ที่ร้าน Akiyoshi ทานซะหน่อย อาจจะคุ้นหูคุ้นตาร้านนี้กันบ้าง We Recommend ถือโอกาสพาทุกท่านไปรู้จักที่นี่อย่างเป็นทางการพร้อมกันเลย
อากิโยชิ
เอ่ยชื่อถึง Akiyoshi ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องชาบู-ชาบู และสุกียากี้สไตล์ญี่ปุ่น เพราะเจ้าของร้านนำสูตรอาหารมาจากญี่ปุ่นโดยตรง ฉะนั้นมั่นใจได้ว่า รสชาติอาหารที่นี่เป็นเหมือนต้นตำรับดั้งเดิมแน่นอน แล้วรู้มั้ยคะว่าที่นี่เค้าก็มีอาหารญี่ปุ่นแสนอร่อยแบบ A La Carte ให้เลือกทานเพียบเลย ทั้ง ซูชิ ซาชิมิ ยากิโทริ เทมปุระ ข้าวหน้าต่างๆ ฯลฯ
อากิโยชิ
รสชาติจะอร่อยสมคำร่ำลือรึเปล่า เรามาพิสูจน์กันเลย เริ่มที่เมนู Appetizer อันดับแรก Gyoza (90 บาท) เกี๊ยวซ่าทอดมาใหม่ๆ แป้งและใส้หอมนุ่ม ตามมาด้วย Tori Niku (50 บาท) เนื้อไก่ย่างหมักซอสญี่ปุ่น ใครชอบปลาดิบห้ามพลาด Salmon Sashimi (180 บาท) แซลมอนสดเนื้อหวาน, Maguro Akami (180 บาท) เนื้อปลาโอ และ Tako (180 บาท)
อากิโยชิ
ปลาหมึกทาโกะ หรือจะสั่งเป็นชุดใหญ่ Sashimi Moriawase (900 บาท) ปลาดิบรวมชุดใหญ่, Sushi Nikiri (450) ข้าวปั้นหน้ารวมชุดกลาง และ California Roll (160 บาท) ข้าวปั้นห่อสาหร่ายคลุกไข่กุ้ง
อากิโยชิ
ส่วนประเภทของทอดมี Tori Karaage (110 บาท) ไก่ชุบแป้งทอด, Tonkatsu (130 บาท) หมูชุบแป้งทอด, Ebi Tempura (300 บาท) เทมปุระกุ้งล้วน หรือถ้าชอบทานข้าวแนะนำ Katsudon (140 บาท) ข้าวหน้าหมูทอด, Unakidon (420 บาท) ข้าวหน้าปลาไหล หรือเป็นชุดใหญ่อย่าง Saba Teishoku Set ชุดปลาซาบะย่าง (180 บาท)
อากิโยชิ
มาถึงเมนูไฮไลท์ประจำร้าน คือ Shabu Shabu และ Sukiyaki ถ้าสั่งเป็นบุฟเฟ่ต์สนนราคา 390 บาทต่อท่าน หรือถ้าอยากทานทั้ง 2 อย่าง คิดเพิ่มท่านละ 40 บาทค่ะ ในเซตบุฟเฟ่ต์เราจะสั่งอะไรได้บ้าง เริ่มจากเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อ โดยเฉพาะคนที่ชอบทานเนื้อ ของร้านนี้อร่อยเด็ดจริงๆ เพราะเค้าคัดเนื้ออย่างดีสไลด์บาง เห็นเป็นลายของชั้นเนื้อ เสิร์ฟมาพร้อมชุดผักสดและเส้น
อากิโยชิ
ส่วนวิธีรับประทานนะคะ ชาบู-ชาบู จะมีน้ำซุปอุ่นร้อนๆ บนเตา อยากทานอะไรก็ใส่ลงไปลวก จิ้มกับน้ำจิ้มซึ่งจะมี 2 อย่าง คือ น้ำจิ้มงา และน้ำซอสต้นหอมกับพริกตำ น้ำซุปมีความกลมกล่อม ยิ่งผ่านการต้มเนื้อและผักยิ่งเพิ่มความหวานอร่อยค่ะ ส่วนสุกียากี้ จะมีกระทะตั้งมาบนเตา เวลาทานให้นำน้ำซุปที่แยกไว้เทลงไปในกระทะพอประมาณ แล้วนำเนื้อและผักใส่ลงไป รสชาติของสุกี้จะออกหวานเค็มนำค่ะ
อากิโยชิ
กว่าจะ Recommend หมดครบทุกอย่างก็เล่นเอาเหนื่อยเลยทีเดียว แต่เป็นการเหนื่อยควบคู่ไปกับความสุขที่ได้ทานของอร่อยค่ะ แล้วคุณเองอยากจะมีความสุขเหมือนเราบ้างมั้ยล่ะคะ ถ้าอยาก แนะนำให้รีบยกโทรศัพท์สำรองที่นั่งโดยด่วน เพราะที่นี่ลูกค้าแน่นเอี๊ยดทุกวัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกนะ

คุยกับ "Akiyoshi"
ร้านนี้โด่งดังเรื่องชาบูชาบู และสุกียากี้สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ จะบอกว่าติดอันดับ Top 10 โด่งดังที่สุดในกรุงเทพเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าของร้านนำสูตรอาหารมาจากญี่ปุ่นโดยตรง ฉะนั้นมั่นใจได้ว่า รสชาติอาหารที่นี่เป็นเหมือนต้นตำรับดั้งเดิมแน่นอน การันตีได้จากบรรดาชาวญี่ปุ่นและชาวไทยอย่างเราๆ แวะเวียนมาทานอาหารที่นี่ไม่ขาดสายค่ะ นอกจากชาบูชาบูและสุกียากี้แล้ว ยังมีเมนูอาหารแบบ A La Carte ให้เลือกทานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซูชิ ข้าวปั้น เทมปุระ ราเม็ง ฯลฯ เอาเป็นว่าโปรดเมนูแบบไหนก็เลือกสั่งได้ตามชอบเลยค่ะ

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

หลุมดำ สัตว์ร้ายในอวกาศ


นำข้อมูลมาจาก http://www.rakbankerd.com ครับ
         ความเวิ้งว่างเปล่าเหนือหัวคนเราขึ้นไปนั้น เป็นเอกภพมหามหึมาอันมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเหลือสติปัญญาที่จะหยั่งคะเนได้ สถานที่อันไร้อาณาเขตนี้นั้นก็ประกอบด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ที่คุมกันหลวมๆ เป็นจักรวาลและจักรวาลน้อยใหญ่ก็มีอยู่เหลือคณานับ เคลื่อนคล้อยในเอกภพอันไร้ขอบเขตด้วยจำนวนอันไร้ปริมาณ
         ธรรมชาติมิได้สร้างความเรียบร้อยสวยงามให้ปรากฏขึ้นอย่างเดียว แต่ธรรมชาตินี่แหละที่ก็ได้สร้างความเหี้ยมเกรียม ความหายนะให้เกิดควบคู่กันไปด้วย ใครจะคิดได้
ว่า อันดวงดาวทั้งปวงที่เห็นดารดาษบนท้องฟ้านั้น คืออาหารอันโอชะของเจ้าสัตว์ร้ายพวกหนึ่งที่คอยจ้องเขมือบดาวเหล่านี้ให้สูญหายไป ตราบใดก็ตามที่ดาวน้อยใหญ่ทั้งหลายเผลอเรอหลงเข้าไปในแวดวงที่มัน “
อาศัย” อยู่?
         สัตว์ร้ายที่ว่านี้ นักวิทยาศาสตร์บนดาวเล็กๆ ดวงที่เรียกว่าโลกนี้เขาตั้งชื่อมันเอาไว้ว่า “แบล็ค โฮล” หรือแปลกันง่ายๆ คือ “หลุมดำ”
        ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับแต่ปี พ.ศ. 2513 นั้น นักวิทยาศาสตร์สาขาดาราศาสตร์ทั้งหลายก็พากันบอกเป็นเสียงเดียวว่า เจ้าสิ่งที่เรียกว่าหลุมดำหรือแบล็ค โฮลนั้นได้จัดการออกล่าเหยื่อเขมือบดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไปแล้วมากต่อมาก และหลังจากเขมือบดาวเหล่านี้ไปชั่วระยะหนึ่งแล้ว มันก็หยุดการล่าเหยื่อของมันไปชั่วระยะหนึ่ง
        ช่วงที่แบล็ค โฮลอยู่เฉยๆ ไม่อนาทรคันปากคันคอจะกินดาวอย่างที่เคยนั้น นักดาราศาสตร์นั่นแหละที่เขาบอกว่ามันกำลังขอเวลาสำหรับ “ย่อย” ดาวที่เป็นอาหารของมันอยู่ มาถึงตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าสังเกตสังเกตเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ กำลังร้องบอกว่าเจ้าหลุมดำ หรือแบล็ค โฮลนี้ เริ่มต้นที่จะออกล่าเขมือบดวงดาวใหม่แล้วแต่โชคดีที่ว่าโลกเรานั้นยังอยู่ไกลมากจากถิ่นที่สัตว์ร้ายแห่งเอกภพนี้มันสิงสถิตอยู่ ไม่เช่นนั้นสักวันหนึ่งโลกใบนี้ ก็คงถูกมันเขมือบ และจัดการย่อยอร่อยปากอร่อยกระเพาะมันไปเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม วันสุดท้ายของโลกและสุริยจักรวาลนั้นก็ยังมีโอกาสมาถึงเหมือนกัน เพราะดวงดาวเพื่อนบ้านตลอดจนถึงดวงอาทิตย์ อาจจะถือว่าสุริยจักรวาลทั้งระบบนั้นกำลังค่อยๆ ถูกดูดให้เข้าไปหาเจ้าแบล็ค โฮลนี้ทีละน้อยๆ แต่ว่าเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจขนข้าวของอพยพกันหรอกนะครับ เพราะนักดาราศาสตร์กล่าวว่า อีกอย่างน้อยๆ ก็นับสิบๆ ล้านปีนั่นแหละกว่าที่โลกจะกลายเป็นเหยื่อเจ้าสัตว์ร้ายแห่งเอกภพ เวลาป่านนั้นเราจะตายไปเกิดที่ไหนอีกกี่สิบกี่ร้อยหรือกี่ล้านชาติก็ไม่รู้
         ปรากฎการณ์สัตว์ร้ายแห่งเอกภพหรือหลุมดำนี้อาจจะมีมานานนับร้อยพันหมื่นล้านปีมาแล้ว แต่ก็เพิ่งเป็นที่ประจักษ์กันในหมู่มนุษย์เพียงไม่นานมานี้ ก็เมื่อคนเรามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้รอบตัวให้ทันสมัยสมใจนึกมากขึ้น เพราะความก้าวหน้านี้เอง ที่ทำให้เราได้มองเห็นเจ้าสัตว์ร้ายนี้ ด้วยความรู้จากสมมติฐานกลายไปเป็นทฤษฎี
         เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2451 หรือ 81 ปีมาแล้ว มีปรากฎการณ์ประหลาดเกิดขึ้นที่บริเวณทุ่งทุงกัสทางตอนกลางของไซบีเรีย ปรากฏการณ์นี้ได้แก่การระเบิดเสียงกึกก้องกลางอากาศ และมีการสั่นสะเทือนอย่างมหาศาลของแผ่นดินบริเวณนั้นและในอาณาเขตรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรโดยรอบ บรรดาผู้ที่อาศัยในละแวกทุงกัสนั้นต่างให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า ขณะเกิดการระเบิดนั้นพวกตนแสบตาจ้าไปหมดด้วยแสงอันขาวนวลอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน แสงนั้นทำให้ดูเหมือนว่าดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องสว่างนั้นมืดมิดไปชั่วขณะ และเกิด “เสาไฟมหึมา” พลุ่งขึ้นมาจากพื้นโลก
         เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังคงปรากฎอยู่ในทุ่งทุงกัสแม้จนกระทั่งวันนี้อันเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม คือ สภาพหงิกงอของไม้ไร่ในป่าแถบนั้น กระหย่อยใหญ่เหมือนกับถูกมือยักษ์ทึ้งและเผาราบ ไม้ใหญ่น้อยนี้ถึงแม้ว่าจะตายไปแล้วแต่ก็ไม่มีไม้ต้นใหม่เกิดขึ้นนักวิทยาศาสตร์ได้บุกบั่นเข้าไปทำการสำรวจค้นคว้าบริเวณนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่มีใครลงมติเห็นพ้องกันว่าสาเหตุของปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แม้ว่าจะเห็นตรงกันว่ามันเป็นหายนะที่มาจากฟากฟ้าเหนือหัว
         สาเหตุที่เกิดการทำลายป่าครั้งใหญ่ และสิ่งประหลาดที่ชาวทุงกัสยุคนั้นได้พบเห็นชนิดตายไปก็ยังลืมไม่ลงนั้นยังมีการโต้แย้งต่างๆนานา อะไรเกิดขึ้นที่ไซบีเรียครั้งนั้นตอนนี้สามารถแยกสาเหตุออกไปได้คือ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการที่สะเก็ดดาวขนาดมหึมาชิ้นหนึ่งหล่นเข้ามาอยู่ในปริมณฑลแรงดึงดูดของโลก แล้วก็เลยถูกดูดลงมาถล่มเอาบริเวณดังกล่าว เหตุผลหนึ่งไปไกลกว่านั่นคือเชื่อว่าอาจจะมีมนุษย์ต่างดาวนำยานของตนมาฉวัดเฉวียนทำนองสำรวจโลกพระเคราะห์ที่มนุษย์อาศัยอยู่ และให้เกิดอุบัติเหตุเชื้อเพลิงคือพลังนิวเคลียร์ในยานลำนั้นแผลงฤทธิ์ปึงปังออกมา มันก็เท่ากับการหยอดระเบิดนิวเคลียร์ลงไปบนทุ่งทุงกัสที่ว่าทำให้แหลกลาญไปหมด
          แต่ทฤษฎีล่าสุดที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งไว้สำหรับกรณีลึกลับแห่งทุง่ทุงกัสนี้คือ อาจจะเป็นไปได้ที่โลกเจอเข้ากับรายการ “แทะเล็ม” ของปรากฎการณ์ชนิดหนึ่ง ที่เพิ่งจะมีการค้นพบกันไม่นานมานี้ที่เผอิญเป็นปรากฎการณ์ระดับไม้จิ้มฟันของเอกภพ นั่นคือผลจากการอาละวาดของเจ้าแบล็ค โฮล
         เรื่องนี้ก็อาจจะเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “อภินิหารเจ้าหลุมดำ”
         หลุมดำหรือแบล็ค โฮลนี้เป็นภาพที่มองไม่เห็นในเอกภพ แต่ว่ามันสัมผัสได้ด้วยการสังเกตได้ด้วยผลที่บังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวของมัน ก็คือการหายไปของดาวต่างๆ ที่กล้องโทรทัศน์จากผิวโลกมองออกมาและบันทึกเอาไว้เปรียบเทียบกัน แสดงถึงอำนาจอันมหาศาลของเจ้าตัวร้ายแห่งเอกภพ
         ในปี พ.ศ. 2447 เอฟ.ดับเบิลยู เบสเซล นักดาราศาสตร์สำคัญคนหนึ่งแห่งหอดูดาวคอนิกบูร์ก ของปรัสเซียปัจจุบันคือหอดูดาวแห่งคาลินนินกราด สหภาพโซเวียตได้เฝ้าสังเกตดาวฤกษ์สำคัญดวงหนึ่งที่รู้จักกันมากแต่สมัยดบราร ก็คือซิริอุส หรือดาวหมาที่ชาวไอยคุปต์ถือเป็นดาวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล และพบโดยบังเอิญว่าดาวซิริอุสนี้มิได้เดินไปตามที่ตามทางของมัน หากแต่ดูเหมือนคล้ายกับว่ากำลังอยู่ในวิถีที่จะหลับอะไรสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็น
         นักดาราศาสตร์รุ่นหลังจากเบสเซลได้ติดตามสานต่องานของเขาและพบว่า ใกล้เคียงกับดาวซิริอุสนั้น มีดาวดวงหนึ่งขนาดเล็กกว่ากำลังมีแสงริบหรี่ลงไปกว่าปกติแต่ในไม่นานหลังจากนั้น มันก็ส่งแสงสว่างจ้าข่มดาวซิริอุสซึ่งว่าสว่างแล้ว เป็นปรากฎการณ์ต่อเนื่องอยู่หลายปี แล้วจากนั้นมันก็หายไปจากกล้องโทรทัศน์ หลังจากที่มันหายไปแล้วนั่นเอง ปรากฏว่าจำนวนดาวน้อยๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในละแวกที่อยู่ใกล้เคียงกับดาวที่หายไปนั้นลดลงเรื่อยๆ และก็ทรงตัวอยู่ชั่วระยะหนึ่งจากนั้นก็ลดจำนวนลงไปอีก
จนละแวดนั้นนอกจากดาวซิริอุสแล้ว เป็นที่เวิ้งว้างว่างเปล่าปราศจากดาว เหมือนกับใครไปถอนหญ้าในแปลงเล็กๆ เสียเตียน
         ปรากฏการณ์ที่รวบรวมได้จากการสังเกตนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้นำมาศึกษาวิจัยกันแล้ว และพบว่าเป็นกำเนิดของหลุมดำหรือสัตว์ร้ายแห่งเอกภพอันเนื่องจากการถึงแก่กาลอวสานของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่
         มีการเอากรณีปรากฎการณ์ประหลาดที่ไซบีเรียครั้งนั้นมาพิจารณาประกอบด้วย นักเคมีชาวอเมริกันนายหนึ่ง ก็คือ วิลลาร์ด ลิบบี้ อดีตสมาชิกของคณะกรรมการพลังงานปรมาณูของสหรัฐ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในฐานะค้นพบวิธีการตรวจสอบอายุของสสารด้วยระบบกัมมันตรังสีคาร์บอน ได้ร่วมกับพรรคพวกอีกสองคนทำการทดลองพบว่า การเคลื่อนไหวของสิ่งสองสิ่งในอวกาศคือสสารกับตัวต้านสสารนั้น ทำให้เกิดพลังงานอย่างใหญ่หลวงมหาศาล และปรากฎการณ์นี้อาจจะเป็นไปได้เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเฉียดเข้ามาใกล้และถูกโลกดึงลงมาแผลงฤทธิ์กันบนทุ่งไซบีเรีย
         แต่ว่าสิ่งที่เรารู้กันในทุกวันนี้เกี่ยวกับอสูรร้ายในเอกภพคือ แบล็ค โฮลนั้น มันเกิดขึ้นจากผลของการที่แก๊สในดาวฤกษ์ซึ่งมีกลุ่มก้อนมหึมาเกิดการหลอมตัวของนิวเคลียร์เข้าด้วยกัน เป็นลักษณะของการแปลงธาตุจากธาตุหนึ่งไปยังอีกธาตุหนึ่ง โดยเฉพาะจากไฮโดรเยนเป็นฮีเลียม การแปลงธาตุจากการหลอมตัวของนิวเคลียสนี้ผลพวงที่แนบมาด้วยก็คือพลังงานความร้อนที่เกิดจากระเบิดนิวเคลียร์ที่มนุษย์สามารถสร้างมันขึ้นมาได้แรงที่สุด
         พลังงานมหาศาลที่มีทั้งความร้อนระคนปนเข้ากับแสงและรังสีอื่นๆ อันเกิดจากการหลอมตัวแปลงธาตุนี้จะผลักดันปรมาณูและอณูต่างๆ ออกจากกัน แต่ในเวลาเดียวกับที่มีแรงผลักดันปรมาณูออกจากกันนี้ก็พลอยหมดไปตามไปด้วย คงเหลือแต่แรงดึงดูดให้ปรมาณูวิ่งเข้ามากันอยู่แรงเดียว
         เมื่อมีแต่แรงดึงปรมาณูเข้าหากันอยู่แต่ลูกเดียวเช่นนี้ ดาวฤกษ์ที่ดันเผาไหม้ตัวเองขึ้นมานั้นก็จะเริ่มหดตัวเล็กลงกว่าขนาดของเดิม และก็หดตัวลงไปเรื่อย แต่ว่าจะหดใหญ่เล็กแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าดาวฤกษ์ดวงเดิมนั้นมันใหญ่โตแค่ไหน ดาวฤกษ์ขนาดย่อมๆ หน่อยก็จะหดตัวมาเป็นดาวฤกษ์นิวตรอน ซึ่งในตัวของมันนั้นก็จะประกอบด้วยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า “สารควบแน่น” และสารควบแน่นพวกนี้จะเป็นสสารที่ไม่มีอนุภาคไฟฟ้าอยู่ในตัวเหมือนกับสสารทั่วไป นั่นเองที่เขาเรียกมันว่า “นิวตรอน” หรือ “สารเป็นกลาง”
         แต่ที่น่าทึ่งและมหัศจรรย์ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์เขาว่ากันไว้นั้นก็คือ เจ้าสารควบแน่นนี้ปริมาณเพียงแค่หัวไม้ขีดเท่านั้นมันจะหนักเป็นพันล้านตัน หรืออีกนัยหนึ่งหนักยิ่งกว่าภูเขาหิมาลัยหรือเขาพระสุเมรุเสียอีก
         แต่ดาวฤกษ์ที่เอาแต่หดตัวไปนั้นก็ไม่ได้หยุดหดไปแม้แต่น้อย คงทำการก้มหน้าก้มตาลดขนาดของมันด้วยการหดต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็ไม่มีขนาด ไม่มีอะไรทั้งสิ้น นอกจากสภาพใหม่ที่มองไม่เห็น และที่นักวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า “หลุมดำ” หรือ “แบล็ค โฮล” นั่นแหละ
         ทั้งหมดนี้ออกจะเป็นเรื่องฟังหนักสมองเอาสักหน่อยแต่นี่ขนาดผมพยายามเรียบเรียงเอาคำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์ไต่บันไดลงมาถึงพื้นให้ท่านผู้อ่านพอเข้าใจแล้วนะครับ มันเป็นศาสตร์ในเรื่องกฎของฟิสิกส์ที่เขาว่าเอาไว้ แค่ถอดเอามาง่ายๆ ผมยังต้องนอนก่ายหน้าผากอยู่หลายตลบกว่าจะออกมาเขียนได้อย่างนี้
         ก็นักวิทยาศาสตร์นั่นแหละที่ว่าไว้ว่า เจ้าหลุมดำอินวิซิเบิ้ลตัวนี่แหละที่มันมีสนามแม่เหล็กอยู่สูงมหาศาล อำนาจทางแม่เหล็กของมันนี่เองที่เที่ยวไปดูดดาวที่มันผ่านเข้าไปใกล้เคียงเข้าไปหามัน และก็จัดการเขมือบดาวนั้นๆ เข้าตัวมันหายวับไป เหมือนกับเป็นอาหารโอชะแล้วเมื่อดาวทั้งหลายถูกดูดกลืนเข้าไปในหลุมดำนั้นก็ยิ่งจะไปเพิ่มแรงดึงดูดให้กับเจ้าตัวหลุมดำจอมเขมือบนี้มากขึ้นไปอีก
         พฤติการณ์ของเจ้าหลุมดำนี้แหละที่เห็นๆ กันว่าเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายที่ซุ่มอยู่ในกาแลกซี่ของเรา และบางทีอาจจะอยู่ในกาแลกซี่อื่นๆ อีกหมื่นล้านอสงไขยในความเวิ้งว้างหาที่สิ้นสุดมิได้ของจักรวาล
         ถึงเวลานี้นักวิทยาศาสตร์อเมริกากันกำลังบอกว่าเจ้าหลุมดำที่หยุดนิ่งย่อยอาหารดาวที่มันก้มหน้าเขมือบไปพักหนึ่งนั้น เริ่มขยับเขยื้อนท้องร้องขึ้นมาแล้ว และก็กำลังเริ่มเขมือบดาวฤกษ์ที่ตุปัดตุเป๋เข้าไปใกล้ๆ มันเป็นอาหารอีกครั้งหนึ่ง ฟังแล้วก็น่าขนหัวลุก
         หลุมดำนี้มันคืออะไรกันแน่ เราเห็นจะต้องรอไปสักปีสองปีอาจจะรู้จักมันมากกว่าที่รู้อยู่แล้ว เพราะจากวิทยาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ขณะนี้นักดาราศาสตร์สามารถที่จะส่งกล้องส่องดาวหรือกล้องโทรทัศน์ออกไปเล็งดูกันได้นอกโลกแล้ว โดยฝากไปกับบัลลูนที่ส่งขึ้นไปโคจรในอวกาศแล้วส่งภาพข้อมูลต่างๆ กลับมาดูกันเพื่อตัดสินกันให้แน่ชัดว่าเจ้าจอมเขมือบนี้มันคืออะไรกันแน่